Esta página pode conter conteúdos de terceiros, que são fornecidos apenas para fins informativos (sem representações/garantias) e não devem ser considerados como uma aprovação dos seus pontos de vista pela Gate, nem como aconselhamento financeiro ou profissional. Consulte a Declaração de exoneração de responsabilidade para obter mais informações.
É realmente possível obter um lucro diário de 1.000 baht com a negociação de ações? Como começar
ในโลกของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หลายคนถามว่าเป็นไปได้ไหมที่จะหารายได้จากการเทรดหุ้นให้ได้วันละ 1,000 บาท คำตอบชัดเจน ใช่ เป็นไปได้ และมีนักลงทุนจำนวนมากทำได้อย่างสม่ำเสมอ บทความนี้จะนำเสนอแนวทาง เครื่องมือ และกลยุทธ์ที่จำเป็นเพื่อให้คุณเข้าใจการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ทำไมต้องเรียนรู้การเทรดหุ้นในยุคนี้
สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้อำนาจซื้อลดลงเรื่อยๆ แม้มีรายได้คงที่จากงาน แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายจำเป็น ส่วนที่เหลือเพื่อลงทุนก็มีน้อยลง สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายให้กับผู้ที่ต้องการให้เงินของตนเองเติบโตให้ชนะเงินเฟ้อ
พิจารณาตัวอย่าง: เงินฝากประจำ 100,000 บาท ได้ดอกเบี้ย 2-5% ต่อปี เท่ากับ 2,000-5,000 บาทต่อปี หรือประมาณ 200-400 บาทต่อเดือนเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่เรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์กลายเป็นสิ่งจำเป็น
ความรู้และความเข้าใจตลาดเป็นฐานแรก
ก่อนที่จะเริ่มเทรด สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการสร้างพื้นฐานความรู้อย่างมั่นคง วิธีเรียนรู้มีหลายหนทาง:
แบบค่อยเป็นค่อยไป: ศึกษาผ่านวิดีโอ หนังสือ และเนื้อหาออนไลน์ต่างๆ เพื่อเข้าใจพื้นฐาน
ลงทุนเพิ่มเติม: ลงทดสอบเรียนรู้จากผู้สอนที่มีประสบการณ์จริง เลือกผู้สอนที่สอนกลยุทธ์การสร้างกระแสเงินสดจริง ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้น
ทุนเริ่มต้นต้องเท่าไหร่
การกำหนดจำนวนเงินทุนเป็นขั้นตอนสำคัญ มาดูสถานการณ์ที่ต่างกัน:
สถานการณ์ 1: ทุนปานกลาง (1,000 USD ≈ 34,000 บาท)
เพื่อให้ได้กำไรวันละ 1,000 บาท คุณต้องทำกำไร 3-4% ต่อวัน (30-40 USD) แต่นี่เป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง
สถานการณ์ 2: ทุนแนะนำ (3,000 USD ≈ 100,000 บาท)
เพื่อให้ได้กำไรวันละ 1,000 บาท คุณต้องทำกำไรเพียง 1% ต่อวัน (30 USD) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สมจริงและทำได้มากขึ้น
ทุนที่มากขึ้นจะให้ความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดการความเสี่ยงและการเลือกจังหวะเข้า-ออกที่เหมาะสม
เทรดหุ้นระยะสั้นกับระยะยาว
วิธีเทรดระยะสั้น (Day Trading / Scalping)
เป็นการเลื่อยทดลอง ซื้อและขายภายในช่วงเวลาสั้นเพื่อจับกำไรจากการเปลี่ยนแปลงราคา
หลักการสำคัญ:
ตัวอย่างการเทรด: หุ้นแอปเปิ้ล (AAPL) ในเดือนสิงหาคม พฤศจิกายน 2567 ราคาได้สร้างจุดต่ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บริเวณ $200-$213 นักเทรดที่มีประสบการณ์สามารถเข้าสถานะซื้อในแต่ละจุดดังกล่าว โดยตั้งหยุดขาดทุนที่จุดต่ำสุด และกำไรเมื่อราคา Breakout ออกจากรูปแบบ ในตัวอย่างนี้ ความเสี่ยงต่อผลตอบแทนคือ 1 ต่อ 3.3 เท่า
วิธีเทรดระยะยาว (Position Trading)
เป็นการลงทุนที่มองแนวโน้มระยะไกลและถือออเดอร์นานขึ้น
หลักการสำคัญ:
ความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึง
1. ความผันผวน
ทุกสินค้ามีลักษณะเฉพาะตัว ทองคำ ค่าเงิน หุ้นต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่มีความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่มีข่าวสำคัญ สงคราม หรือข้อมูลเศรษฐกิจ
2. สูญเสียเงินต้น
นี่คือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด หลายนักลงทุนมองข้ามจุดนี้เพราะพูดง่าย แต่ทำยาก การตัดขาดทุนให้เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น เช่น ตัดขาดทุนที่ -5% จะให้โอกาสกลับมาง่ายกว่า แต่ถ้าให้ขาดไป -30% ก็แทบจะลุยครึ่งเงินทุนแล้ว
3. ขาดความรู้
นักเทรดหลายคนไม่เข้าใจค่าถือออเดอร์ค้างคืน (Overnight Fee), Slippage, หรือวิธีคำนวณความเสี่ยงที่ถูกต้อง ทำให้ต้นทุนหรือการขาดทุนมากกว่าที่คาดหวัง
4. ระบบและโบรกเกอร์
การเลือกโบรกเกอร์ที่มีมาตรฐานระดับสากล มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เชื่อถือได้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ควรละเลย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบการฝาก-ถอนเงินเป็นไปด้วยความชัดเจนและโปร่งใส
กลยุทธ์สำหรับมือใหม่
เริ่มต้นด้วยบัญชีจำลอง
ก่อนใช้เงินจริง จะทำให้เรียนรู้จากเครื่องมือต่างๆ และการจัดการเงินทุนได้โดยไม่เสี่ยง การฝึกฝนผ่านบัญชีจำลองด้วยเงินเสมือนช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนเข้าสนามจริง
สร้างแผนเทรดของตัวเอง
อย่าลอกเลียนแบบของคนอื่นทั้งหมด ทุกคนมีลักษณะการทำงานและรูปแบบการตัดสินใจที่แตกต่างกัน เลือกกลยุทธ์ที่เข้ากับตัวเอง เช่น ถ้าคุณไม่มีเวลาติดตามจอตลอดเวลา ให้เลือกเทรดระยะยาวแทนเทรดสั้น
ศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ตลาดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข่าวสารใหม่ หรือเหตุการณ์ทั่วโลกสามารถส่งผลกระทบต่อราคาได้ ดังนั้นการอัพเดตข้อมูลและเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่จำเป็น
คำตอบคำถามที่พบบ่อย
Q: ต้องมีเงินต่ำสุดเท่าไหร่ถึงเริ่มได้
A: ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ที่เลือก บางแห่งอนุญาตให้ฝากน้อยถึง $50 (ประมาณ 1,800 บาท) แต่ถ้าต้องการเทรดอย่างสมดุลและมีความเสี่ยงต่ำ แนะนำให้เริ่มต้นด้วยอย่างน้อย 100,000 บาท
Q: จะรู้ได้ไหมว่าหุ้นนั้นมีพื้นฐานดี
A: ศึกษาประวัติการดำเนินงาน รายได้ประจำปี กำไรสุทธิ อัตราส่วนทางการเงิน และเข้าใจธุรกิจของบริษัท ว่ามีโอกาสเติบโตหรือไม่ตรงกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ
Q: จังหวะไหนที่ควรซื้อ จังหวะไหนที่ควรขาย
A: มีสองวิธี
วิธีพื้นฐาน: ถ้าพื้นฐานบริษัทยังดี แต่ตลาดตกใจและราคาตกมาก ก็คือโอกาสซื้อสะสม
วิธีเทคนิก: ใช้กราฟและตัวชี้วัดเทคนิคอลเพื่อหาสัญญานเข้า-ออก ศึกษาเส้น Support/Resistance จุดที่ราคาปรับตัว และรูปแบบแท่งเทียนต่างๆ
สรุป
การทำกำไรวันละ 1,000 บาทจากการเทรดหุ้นนั้นเป็นไปได้ และมีคนทำได้อยู่จริง บาง นักลงทุนยังทำได้มากกว่านั้นเสียอีก แต่ไม่มีทางลัด ต้องผ่านกระบวนการ:
การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความเสี่ยง แต่ถ้าทำอย่างมีวิจารณญาณและมีระเบียบวินัย ก็สามารถเป็นช่องทางหารายได้เสริมหรือรายได้หลักได้ยาวนาน