Ouro para 2568-2569: Das possibilidades à realização. Por que a tendência é forte

ปลายปี 2568 นี้ เป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับตลาดทองคำ ราคาทองคำได้พุ่งผ่านเกณฑ์จิตวิทยา 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยไม่ยอมถอยหลังแม้แต่น้อย และในวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ได้แตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,181 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเทียบจากต้นปี มูลค่าทองคำเพิ่มขึ้นไปแล้ว 66% ในเวลาเพียง 7 เดือน

สำหรับนักลงทุนในประเทศไทย ทองแท่ง 96.5% ก็ทะลุระดับ 62,000 บาทไปแล้ว ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนจากเป้าหมายเดิมที่ 55,000 บาท นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าแนวโน้มราคาทองคำยังมีแรงผลักดันจากปัจจัยที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็นในตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้: โครงสร้างตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อมองย้อนกลับประมาณ 14 เดือนก่อนหน้า เพื่อไปจาก 3,000 ดอลลาร์ถึง 4,000 ดอลลาร์ ราคาทองคำใช้เวลาเพียง 7 เดือน ความเร่งตัวนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการบรรจบกันของหลายปัจจัยท่ีทำให้ผู้เล่นในตลาด ตั้งแต่ธนาคารกลางจนถึงนักลงทุนรายบุคคล หันมาค้นหาที่หลบภัยนิรภัยสำหรับทุนของตนเอง

ความตึงเครียดทางการค้าบานปลายต่อเนื่อง

ขัดแย้งการค้าระหว่างมหาอำนาจโลกเข้าสู่ช่วงวิกฤต ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศแผนการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเป็นอัตรา 100% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการขยายการควบคุมการส่งออกแร่หายากและเทคโนโลยี ความขัดแย้งนี้สร้างสภาวะความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทองคำกลายเป็นที่ไว้วางใจของผู้ลงทุน

นโยบายการเงิน: การปรับลดดอกเบี้ยกำลังสร้างโอกาส

สหรัฐฯ ผ่านธนาคารกลาง (Fed) ได้เริ่มวัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ลดลง 0.25% ในเดือนกันยายน 2568 และมีสัญญาณว่าจะลดอีกต่อไป เมื่อดอกเบี้ยลดลง ค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่า ซึ่งทำให้ทองคำสวยงามกว่าในสายตาผู้ถือเงินสกุลอื่น นอกจากนี้ ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ (ซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย) ก็ลดลงอย่างมาก

ธนาคารกลางโลกหันไปสะสมทองคำแบบไม่เคยเกิดมาก่อน

นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ธนาคารกลางจากประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้ซื้อทองคำสุทธิกว่า 1,000 ตันต่อปี ติดต่อกันนาน 3 ปี (2565-2567) และยังคงดำเนินต่อในปี 2568 ปริมาณทองคำสำรองทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ประมาณ 36,699 ตัน

เหตุผลหลังแนวคิดการกระจายความเสี่ยงออกจากดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) ได้เพิ่มความรุนแรงหลังจากปี 2022 เมื่อเห็นว่าทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซีย ถูกอายัด หลายประเทศตระหนักถึงความเสี่ยงในการพึ่งพาสกุลเงินหลักเดียวมากเกินไป

กลุ่ม BRICS และการปฏิรูปสกุลเงินระหว่างประเทศ

กระแสข่าวบ่งชี้ว่า BRICS กำลังศึกษาการออกสกุลเงินดิจิทัลที่มีทองคำหนุนหลัง เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศสมาชิก นี่เป็นเครื่องมือท้าชิงดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ท้าทายจริงจัง ความเพิ่มเติมนี้ในบทบาทของทองคำสนับสนุนความต้องการซื้อระยะยาวจากสถาบันขนาดใหญ่

สัญญาณจากวอลล์สตรีท: ทุกคนกำลังแนะนำให้ซื้อ

Goldman Sachs ยกเป้าเป้าขึ้นเป็น 4,900 ดอลลาร์

บิ๊กเนมแห่งวอลล์สตรีทนี้ได้ปรับเป้าราคาทองคำขึ้นไปเป็น 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิม 4,300 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์ Lina Thomas ระบุว่าปัจจัยหลักมาจากความต้องการจากธนาคารกลางที่ยืนหนักและการไหลเข้าของเงินทุนในกองทุน ETF ทองคำ สำหรับปี 2568 Goldman Sachs คาดว่าราคาจะไปถึง 3,300 ดอลลาร์ (ปรับขึ้นจาก 2,890 ดอลลาร์เดิม) เนื่องจากความต้องการซื้อจากธนาคารกลางนั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

UBS มองว่าการสะสมทองคำของธนาคารกลางเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ธนาคารยักษ์ใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์คาดการณ์ว่าทองคำจะแตะ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในเดือนธันวาคม 2568 โดย Joni Teves นักยุทธศาสตร์ของ UBS อธิบายว่า รูปแบบการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในปีปัจจุบัน ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต

สถาบันการเงินไทยเห็นโอกาส 75,000-80,000 บาท

เมื่อนำเป้าหมายระหว่างประเทศมาคำนวณเป็นราคาทองคำไทย 96.5% ราคาอาจพุ่งแตะระดับ 75,000-80,000 บาทต่อบาททองคำภายในปี 2569 ถึงแม้ว่าระหว่างทางอาจมีแรงเทขายทำกำไรปั่นป่วนบ้าง แต่ทิศทางรวมๆ ยังคงชี้ไปในแนวทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวแปรที่อาจทำให้ทองร่วง: ระวังสัญญาณเตือน

แม้ว่าแนวโน้มจะเป็นบวก แต่ยังมีสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนเกมได้

การเจรจาการค้าประสบความสำเร็จ: หากสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลง ความไม่แน่นอนทางการค้าจะลดลง และนักลงทุนอาจลดการถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ความต้องการเทขายทำกำไร: หลังจากปรับตัวขึ้นรวดเร็วติดต่อ 8 สัปดาห์ ผู้ลงทุนอาจเริ่มจำหน่ายทีละน้อยเพื่อล็อกกำไร โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณ RSI บ่งชี้ว่าตลาดซื้อมากเกินไป (Overbought)

การฟื้นตัวของดอลลาร์: หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด และ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย ดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกดราคาทองคำลง

อัตราดอกเบี้ยที่ติดสูง: หากเงินเฟ้อไม่ยอมลง Fed อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด ทำให้ทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนสูญเสียอำนาจดึงดูด

การอ่านสัญญาณเทคนิคสำหรับนักเทรด

การกระชากของราคา (Price Surge) แสดงแรงซื้อที่แท้จริง

ราคาทองคำพุ่งขึ้นมากกว่า 250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน นี่แสดงว่ามีแรงซื้อที่หนักแน่นและเป็นสัญญาณบวกว่าแนวโน้มอาจยังมีโมเมนตัมต่อไป

ดัชนี RSI สูงบ่งชี้ภาวะ Overbought แต่ไม่ได้หมายความว่าจะร่วง

RSI ของทองคำอยู่ในเขตซื้อมากเกินไป (Overbought) อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่เทรนด์แข็งแกร่ง RSI สามารถทรงตัวในระดับสูงได้นาน นี่บ่งชี้ว่าแนวโน้มขาขึ้นยังคงแข็งแกร่ง

ช่วง Public Participation: ตลาดกำลังซึมซับความเป็นบวก

ตามทฤษฎีตลาด ราคาทองคำดูเหมือนจะอยู่ในช่วงการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) เมื่อข่าวดีและปัจจัยพื้นฐานเริ่มกระตุ้นให้ผู้เล่นราคาใหญ่ๆ เข้ามาซื้อ ในช่วงนี้ราคามักจะยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไป

กลยุทธ์การเทรดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน

1. “Buy the Dip” - ซื้อในจังหวะพักฐาน

แม้แนวโน้มเป็นขาขึ้น แต่ราคาปรับตัวขึ้นเร็วมาก ดังนั้นควรรอให้เข้าซื้อในจังหวะที่ราคาปรับตัวลงมาที่แนวรับสำคัญ:

  • รอให้ราคาปรับลงมาที่แนวรับแรก 3,859 ดอลลาร์ หรือแนวรับขั้นต่ำที่ 3,782 ดอลลาร์
  • ยืนยันว่า RSI ปรับลงมาใกล้ 50 หรือ MACD ส่งสัญญาณกลับตัวขึ้น
  • ตั้งจุดตัดขาดทุนใต้ 3,750 ดอลลาร์
  • เป้าราคา: 4,100-4,150 ดอลลาร์

2. “Breakout Retest” - ทดสอบจุด Break Out

เมื่อราคาทรื่อผ่านแนวต้าน 4,000 ดอลลาร์ แนวต้านเดิมจะกลายเป็นแนวรับใหม่:

  • รอให้ราคาปรับลงมาทดสอบแนวรับ 3,980-4,000 ดอลลาร์
  • ตรวจสอบว่าปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นและแท่งเทียนเด้งขึ้น
  • เข้าซื้อเมื่อเห็นสัญญาณการกลับตัวเป็นบวก ตัดขาดทุนที่ 3,950 ดอลลาร์
  • เป้าราคา: 4,150-4,200 ดอลลาร์

3. “Fibonacci Retracement” - ใช้จุด Fibonacci หาแนวรับ

ลากเส้น Fibonacci จากจุดต่ำสุด (ประมาณ 3,500 ดอลลาร์) ไปยังจุดสูงสุดล่าสุด (4,059 ดอลลาร์):

  • มองหาจุดซื้อที่ 38.2% หรือ 61.8% (ระดับการย่อตัวทั่วไป)
  • เข้าซื้อเมื่อราคาเข้าใกล้จุดเหล่านี้และแสดงสัญญาณการกลับตัว
  • ตั้งจุดตัดขาดทุนใต้ระดับ Fibonacci ถัดไป
  • เป้าราคา: ทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้า

บทสรุป: ทองคำจะยังคงแข็งแกร่งต่อไป

ราคาทองคำจากปีนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่า โครงสร้างตลาดโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน ความตึงเครียดทางการค้า และการปรับลดดอกเบี้ยต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน: ทองคำจะยังคงมีความขับเคลื่อนแข็งแกร่ง

สำหรับนักลงทุนไทยที่ลังเล ไม่ควรรอจนกว่าราคาจะพุ่งไปถึง 75,000-80,000 บาท ควรเข้าประเมินและวางแผนในช่วงการพักฐานสั้นๆ บอกเลยว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงที่ตลาดอาจเกิด “ทองร่วง” จากการเทขายทำกำไร ดังนั้นหากได้เข้าช้อนราคากลับมา ก็อาจเป็นโอกาสสำเร็จรูปสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว

ที่สำคัญ: อย่าลืมสร้างสัญญาณวินัยในการเทรด ตั้งจุดตัดขาดทุนเสมอ และจำไว้ว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง แม้แนวโน้มจะเป็นบวก ก็อาจมีวันที่ตลาดออกแนว “ทองร่วง” อย่างไม่คาดคิด

Ver original
Esta página pode conter conteúdos de terceiros, que são fornecidos apenas para fins informativos (sem representações/garantias) e não devem ser considerados como uma aprovação dos seus pontos de vista pela Gate, nem como aconselhamento financeiro ou profissional. Consulte a Declaração de exoneração de responsabilidade para obter mais informações.
  • Recompensa
  • Comentar
  • Republicar
  • Partilhar
Comentar
0/400
Nenhum comentário
  • Fixar

Negocie cripto em qualquer lugar e a qualquer hora
qrCode
Digitalizar para transferir a aplicação Gate
Novidades
Português (Portugal)
  • 简体中文
  • English
  • Tiếng Việt
  • 繁體中文
  • Español
  • Русский
  • Français (Afrique)
  • Português (Portugal)
  • Bahasa Indonesia
  • 日本語
  • بالعربية
  • Українська
  • Português (Brasil)