## คำนิยาม "อัตราเงินเฟ้อ" ที่นักลงทุนต้องรู้**เงินเฟ้อ** คือสภาวะทางเศรษฐกิจที่สินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น หรือพูดอีกมุมหนึ่ง ก็คือค่าของเงินในมือเรากำลังถูกกัดกร่อนจนสามารถซื้ออะไรได้ลดน้อยลง ตัวอย่างชัดเจนก็คือ เมื่อปีก่อนด้วยเงิน 50 บาท ซื้อข้าวได้จานเยอะ แต่วันนี้กลับซื้อได้เพียงจานเดียว ราคาเพิ่มขึ้นแบบนี้แหละเรียกว่า **เงินเฟ้อหมายถึง** ภาวะที่มูลค่าเงินลดลงอย่างต่อเนื่องนักลงทุนต้องใส่ใจเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเพราะมันเกี่ยวกับกระเป๋า แต่เพราะ **อัตราเงินเฟ้อ** คือตัวนำที่บอกทิศทางตลาดหุ้นและทิศทางการลงทุนในภาคต่อไป ถ้าประมาณว่า **เงินเฟ้อหมายถึง** ระดับราคาจะเพิ่มหรือลด ก็จะส่งผลให้ตลาดเงินเดือนหรือตลาดหุ้นแกว่งไปแกว่งมาไปด้วย## ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์จากภาวะนี้**ฝ่ายได้ประโยชน์:** ผู้ประกอบการส่วนตัว พ่อค้า บรรษัทขนาดใหญ่ สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นตามกำลังซื้อของตลาด ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นไป ผู้ถือหุ้นบริษัทยักษ์และบริษัทธนาคารก็ได้เปรียบในช่วงนี้**ฝ่ายเสียประโยชน์:** พนักงานเงินเดือนประจำ เจ้าหนี้ และผู้ออมเงินไว้ ทำไม เพราะเงินเดือนเพิ่มแต่ไม่ทันกับการเพิ่มราคา ความสามารถจับจ่ายจึงลดตัว## เงินเฟ้อเกิดจากสาเหตุไหน**1. อุปสงค์มากกว่าอุปทาน (Demand Pull Inflation)** ผู้บริโภคอยากซื้อของมากขึ้น (เพราะเศรษฐกิจดีขึ้น) แต่สินค้ากับบริการผลิตออกมาไม่ไหว จึงเกิดสภาวะขาดตลาด ผู้ขายจึงขึ้นราคา**2. ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง (Cost Push Inflation)** ราคาวัตถุดิบทั่วโลกเพิ่มขึ้น (เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ เหล็ก ทองแดง) ความล่าช้าในโซ่อุปทาน ปัญหาขนส่งและปริมาณคอนเทนเนอร์ขาดแคลน ผู้ผลิตต้องเอาต้นทุนส่วนนั้นออกจากราคาสินค้า**3. การพิมพ์เงินมากเกินไป (Printing Money Inflation)** เมื่อรัฐบาลหรือธนาคารกลางปล่อยเงินออกมาเยอะมากกว่าสินค้า ปริมาณเงินในระบบหลวม ราคาจึงพุ่งขึ้นบนระดับโลก สาเหตุปัจจุบันมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการระบาด ผู้คนกลับมาออกมาจับจ่ายในระดับที่เพิ่มขึ้น (revenge spending) แต่สินค้าผลิตตามไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ยังไม่ได้ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดตัวไปเสียที ความเสี่ยงจากการตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังหลงคุกคามพื้นฐาน## ตัวชี้วัด: CPI กับอัตราเงินเฟ้อทุกเดือนกระทรวงพาณิชย์เก็บข้อมูลสินค้า 430 รายการมาคำนวณ **ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)** ตัวเลขนี้เทียบปีต่อปี (Year-on-Year: YoY) คือ **อัตราเงินเฟ้อ** ที่เบ็ญชี้ได้ณ เดือนมกราคม 2567 CPI อยู่ที่ 110.3 (ปีฐาน 2562 = 100) เพิ่มขึ้น 0.3% จากปีก่อน ส่วน YoY ลดลง 1.11% เนื่องจากราคาพลังงานหลังจากการลดค่าใช้จ่ายของรัฐ และผักสดปลาเนื้อสัตว์ลดลงตามผลผลิตที่เข้าสู่ตลาด ฐานราคาเดือนมกราคม 2566 ที่ใช้เปรียบเทียบนั้นสูงมากจึงทำให้อัตราฟื้นตัวในปีนี้ดูต่ำกว่าสินค้าที่ปรับตัวขึ้น: น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าจ้างแท็กซี่ บิน และบริการส่วนบุคคล สินค้าที่ปรับตัวลง: เสื้อผ้า อาหารสัตว์เลี้ยง โทรศัพท์มือถือ และเนื้อสัตว์ บางชนิด## ราคาสินค้าหลักเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร| สินค้า | 2564 | 2565 | 2566 | 2567 | |--------|------|------|------|------| | หมูแดง | 137.5 ฿/กก. | 205 ฿/กก. | 125 ฿/กก. | 133.31 ฿/กก. | | อกไก่ | 67.5 ฿/กก. | 105 ฿/กก. | 80 ฿/กก. | 80 ฿/กก. | | ไข่ไก่ | 4.45 ฿/ฟอง | 5 ฿/ฟอง | 3.83-4 ฿/ฟอง | 3.9 ฿/ฟอง | | พริกขี้หนู | 45 ฿/กก. | 185 ฿/กก. | 200 ฿/กก. | 50-250 ฿/กก. | | น้ำมันดีเซล | 28.29 ฿/ลิตร | 34.94 ฿/ลิตร | 33.44 ฿/ลิตร | 40.24 ฿/ลิตร | | แก๊สโซฮอล์ | 28.75 ฿/ลิตร | 37.15 ฿/ลิตร | 35.08 ฿/ลิตร | 39.15 ฿/ลิตร | จะเห็นว่า **เงินเฟ้อหมายถึง** การขยับลัพธ์ของท่อปรับราคา สินค้าอาหารบ้างปีลดลงบ้างปีพุ่งขึ้น แต่น้ำมันเชื้อเพลิงกับก๊าซแสดงแนวโน้มเพิ่มชัดเจนมาก## ใครได้กำไรจากเงินเฟ้อบริษัทน้ำมันและก๊าซเป็นตัวอย่างที่ดี ปตท. ในครึ่งปีแรก 2565 มีรายได้ 1,685,419 ล้านบาท กำไรสุทธิ 64,419 ล้านบาท เติบโต 12.7% เทียบปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากการขึ้นราคาน้ำมัน ซี่ปตท. สำรองเองคิด 24% ส่วนบริษัทในเครือจัดสรรกำไรให้อีก 76%**กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์:** - **หุ้นธนาคาร:** ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น → กำไรสุทธิขยาย - **หุ้นประกัน:** ลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น - **หุ้นพลังงาน:** ราคาน้ำมันพุ่ง → กำไรโตต่อเนื่อง - **หุ้นอาหาร:** ปัญหาอุปทานโลก → มีอำนาจต่อรองในการขึ้นราคา## เงินเฟ้อ vs เงินฝืด: ต่างกันอย่างไร**เงินเฟ้อ** ราคาสินค้าปรับขึ้น มูลค่าเงินลดลง แต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว **เงินฝืด** ราคาสินค้าปรับลง มูลค่าเงินเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจซบเซาและถดถอยถ้าเงินเฟ้อที่เล็กน้อย (2-3% ต่อปี) ถือว่าอยู่ในขอบเขตสุขภาพดี ผู้คนจึงมีความกระตือรือร้นในการบริโภคและลงทุน แต่ถ้าเงินเฟ้อพุ่งเกิน 5-7% ค่อนข้างเป็นปัญหา ถ้าจนถึง Hyperinflation (เงินเฟ้อรุนแรง) ก็เป็นหายนะสำหรับเศรษฐกิจในทางตรงข้าม เงินฝืดถือว่ากันเหม็นสำหรับเศรษฐกิจ ผู้คนจะรีบหลีกเลี่ยงการใช้เงิน ธุรกิจจึงขาดสัญญาณความต้องการ ผลิตลด จ้างงานลด นำไปสู่การว่างงานและการไม่เติบโตของ GDP## ผลกระทบต่อประชาชน และผู้ประกอบการ### ตัวแทนราคาอุปโภคบริโภค: ราคาน้ำมัน ค่าดำรงชีพพุ่ง เมื่อเงินเฟ้อมา รายจ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่ากระแสไฟฟ้า ก๊าซ อำนาจซื้ออันที่จริงก็ลดตัวไป คนถึงได้เงินเดือนเพิ่มแต่การเพิ่มเหล่านี้มักน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง### ผู้ประกอบการเล็กหนาว: ต้นทุนขึ้น ยอดขายลง ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบ แต่ลูกค้าซื้อได้น้อยลงเพราะจำนวนเงินในกระเป๋าลดตัว ผลก็คือกำไรขาด ไม่พอที่จะโครงการขยาย อาจต้องปลดคนลง### ระดับชาติ: อัตราการว่างงาน โทเศรษฐกิจหยุดเติบโต หากเงินเฟ้อรุนแรงและยืดเยื้อจนเข้าสู่สภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง + เศรษฐกิจติดลบ) เป็นการรวมของภัยทั้งสองโลก คนจ้างน้อย คนออมไม่ได้ ธุรกิจปิดตัว บัญชี GDP ขยายตัวชะลอลง อัตราการว่างงานพุ่งประเทศไทยยังไม่เข้าสู่สภาวะนั้น แต่ก็ต้องติดตามสภาพเศรษฐกิจโลกและสัญญาณปรึกษาหารือนั่นเอง## วิธีรับมือกับเงินเฟ้อ### 1. วางแผนลงทุนให้ผลตอบแทนเกิน CPI ฝากเงินที่ดอกเบี้ยปกติจะแพ้เงินเฟ้อ ลองหันไปลงทุนในหุ้น กองทุน หรือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 3-5% ต่อปี### 2. หลีกเลี่ยงหนี้เสีย อย่าพึ่งกู้เงินเพื่อซื้อของที่ไม่จำเป็น เพราะอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เลือกใช้จ่ายอย่างคิดเหตุผล### 3. ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีค่าคงตัว ทองคำเป็นตัวอย่างคลาสสิก เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูง ทองคำก็สูงตามไปด้วย บางคนเลือกเทรด CFD ทองคำเพื่อเก็งกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง### 4. ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายธนาคารกลาง ข้อมูล CPI ใหม่ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางตลาด ควรติดตามอย่างใกล้ชิด### 5. ระบุหุ้นกลุ่มได้เปรียบจากเงินเฟ้อ - ธนาคารจะได้กำไรมากขึ้นจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ - บริษัทพลังงาน จะเก็บกำไรจากราคาน้ำมันสูง - ประกัน จะลงทุนตราสารหนี้ใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูง### 6. เลือกตราสารหนี้เชิงปรับตัว Floating Rate Bond หรือ Inflation Linked Bond เป็นตัวเลือกที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป### 7. อสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นตัวเลือก มูลค่าดินและค่าเช่าเคลื่อนไหวตามเงินเฟ้อ แต่ไม่ผันผวนตามตลาดหุ้น หากมีเงินเย็นเพียงพอถือว่าน่าสนใจในระยาว## สรุปภาวะเงินเฟ้อ**เงินเฟ้อหมายถึง** ระบบเศรษฐกิจที่เงินในมือเรากำลังเสื่อมค่าลง ขณะที่ราคาสินค้าและบริการพุ่งเพิ่มขึ้น กำไรจึงเป็นเรื่องสัมพัทธ์ต่อกับการเลือกทรงตัวลงทุนของแต่ละบุคคลที่ดีใจคือผู้บริหารนโยบายกำลังนำดอกเบี้ยขึ้นเพื่อให้ปริมาณเงินหลวมลง ผลแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มลดตัวแล้ว ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตปานกลาง (IMF คาดว่า 3.1-3.2% ในปี 2567-2568)นักลงทุนที่ฉลาดจะไม่มองเงินเฟ้อว่าเป็นศัตรู แต่เป็นโอกาสที่จะเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม และสร้างพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลระหว่างทำกำไรและป้องกันความเสี่ยง ติดตามข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อให้พร้อมรับมือและไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญที่มาถึง
هل ارتفاع معدل التضخم يختلف حقًا عن الانكماش النقدي؟
คำนิยาม “อัตราเงินเฟ้อ” ที่นักลงทุนต้องรู้
เงินเฟ้อ คือสภาวะทางเศรษฐกิจที่สินค้าและบริการมีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น หรือพูดอีกมุมหนึ่ง ก็คือค่าของเงินในมือเรากำลังถูกกัดกร่อนจนสามารถซื้ออะไรได้ลดน้อยลง ตัวอย่างชัดเจนก็คือ เมื่อปีก่อนด้วยเงิน 50 บาท ซื้อข้าวได้จานเยอะ แต่วันนี้กลับซื้อได้เพียงจานเดียว ราคาเพิ่มขึ้นแบบนี้แหละเรียกว่า เงินเฟ้อหมายถึง ภาวะที่มูลค่าเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง
นักลงทุนต้องใส่ใจเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเพราะมันเกี่ยวกับกระเป๋า แต่เพราะ อัตราเงินเฟ้อ คือตัวนำที่บอกทิศทางตลาดหุ้นและทิศทางการลงทุนในภาคต่อไป ถ้าประมาณว่า เงินเฟ้อหมายถึง ระดับราคาจะเพิ่มหรือลด ก็จะส่งผลให้ตลาดเงินเดือนหรือตลาดหุ้นแกว่งไปแกว่งมาไปด้วย
ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์จากภาวะนี้
ฝ่ายได้ประโยชน์: ผู้ประกอบการส่วนตัว พ่อค้า บรรษัทขนาดใหญ่ สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นตามกำลังซื้อของตลาด ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นไป ผู้ถือหุ้นบริษัทยักษ์และบริษัทธนาคารก็ได้เปรียบในช่วงนี้
ฝ่ายเสียประโยชน์: พนักงานเงินเดือนประจำ เจ้าหนี้ และผู้ออมเงินไว้ ทำไม เพราะเงินเดือนเพิ่มแต่ไม่ทันกับการเพิ่มราคา ความสามารถจับจ่ายจึงลดตัว
เงินเฟ้อเกิดจากสาเหตุไหน
1. อุปสงค์มากกว่าอุปทาน (Demand Pull Inflation)
ผู้บริโภคอยากซื้อของมากขึ้น (เพราะเศรษฐกิจดีขึ้น) แต่สินค้ากับบริการผลิตออกมาไม่ไหว จึงเกิดสภาวะขาดตลาด ผู้ขายจึงขึ้นราคา
2. ต้นทุนการผลิตพุ่งสูง (Cost Push Inflation)
ราคาวัตถุดิบทั่วโลกเพิ่มขึ้น (เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ เหล็ก ทองแดง) ความล่าช้าในโซ่อุปทาน ปัญหาขนส่งและปริมาณคอนเทนเนอร์ขาดแคลน ผู้ผลิตต้องเอาต้นทุนส่วนนั้นออกจากราคาสินค้า
3. การพิมพ์เงินมากเกินไป (Printing Money Inflation)
เมื่อรัฐบาลหรือธนาคารกลางปล่อยเงินออกมาเยอะมากกว่าสินค้า ปริมาณเงินในระบบหลวม ราคาจึงพุ่งขึ้น
บนระดับโลก สาเหตุปัจจุบันมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการระบาด ผู้คนกลับมาออกมาจับจ่ายในระดับที่เพิ่มขึ้น (revenge spending) แต่สินค้าผลิตตามไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ยังไม่ได้ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดตัวไปเสียที ความเสี่ยงจากการตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังหลงคุกคามพื้นฐาน
ตัวชี้วัด: CPI กับอัตราเงินเฟ้อ
ทุกเดือนกระทรวงพาณิชย์เก็บข้อมูลสินค้า 430 รายการมาคำนวณ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ตัวเลขนี้เทียบปีต่อปี (Year-on-Year: YoY) คือ อัตราเงินเฟ้อ ที่เบ็ญชี้ได้
ณ เดือนมกราคม 2567 CPI อยู่ที่ 110.3 (ปีฐาน 2562 = 100) เพิ่มขึ้น 0.3% จากปีก่อน ส่วน YoY ลดลง 1.11% เนื่องจากราคาพลังงานหลังจากการลดค่าใช้จ่ายของรัฐ และผักสดปลาเนื้อสัตว์ลดลงตามผลผลิตที่เข้าสู่ตลาด ฐานราคาเดือนมกราคม 2566 ที่ใช้เปรียบเทียบนั้นสูงมากจึงทำให้อัตราฟื้นตัวในปีนี้ดูต่ำกว่า
สินค้าที่ปรับตัวขึ้น: น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าจ้างแท็กซี่ บิน และบริการส่วนบุคคล
สินค้าที่ปรับตัวลง: เสื้อผ้า อาหารสัตว์เลี้ยง โทรศัพท์มือถือ และเนื้อสัตว์ บางชนิด
ราคาสินค้าหลักเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
จะเห็นว่า เงินเฟ้อหมายถึง การขยับลัพธ์ของท่อปรับราคา สินค้าอาหารบ้างปีลดลงบ้างปีพุ่งขึ้น แต่น้ำมันเชื้อเพลิงกับก๊าซแสดงแนวโน้มเพิ่มชัดเจนมาก
ใครได้กำไรจากเงินเฟ้อ
บริษัทน้ำมันและก๊าซเป็นตัวอย่างที่ดี ปตท. ในครึ่งปีแรก 2565 มีรายได้ 1,685,419 ล้านบาท กำไรสุทธิ 64,419 ล้านบาท เติบโต 12.7% เทียบปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากการขึ้นราคาน้ำมัน ซี่ปตท. สำรองเองคิด 24% ส่วนบริษัทในเครือจัดสรรกำไรให้อีก 76%
กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์:
เงินเฟ้อ vs เงินฝืด: ต่างกันอย่างไร
เงินเฟ้อ ราคาสินค้าปรับขึ้น มูลค่าเงินลดลง แต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว
เงินฝืด ราคาสินค้าปรับลง มูลค่าเงินเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจซบเซาและถดถอย
ถ้าเงินเฟ้อที่เล็กน้อย (2-3% ต่อปี) ถือว่าอยู่ในขอบเขตสุขภาพดี ผู้คนจึงมีความกระตือรือร้นในการบริโภคและลงทุน แต่ถ้าเงินเฟ้อพุ่งเกิน 5-7% ค่อนข้างเป็นปัญหา ถ้าจนถึง Hyperinflation (เงินเฟ้อรุนแรง) ก็เป็นหายนะสำหรับเศรษฐกิจ
ในทางตรงข้าม เงินฝืดถือว่ากันเหม็นสำหรับเศรษฐกิจ ผู้คนจะรีบหลีกเลี่ยงการใช้เงิน ธุรกิจจึงขาดสัญญาณความต้องการ ผลิตลด จ้างงานลด นำไปสู่การว่างงานและการไม่เติบโตของ GDP
ผลกระทบต่อประชาชน และผู้ประกอบการ
ตัวแทนราคาอุปโภคบริโภค: ราคาน้ำมัน ค่าดำรงชีพพุ่ง
เมื่อเงินเฟ้อมา รายจ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่ากระแสไฟฟ้า ก๊าซ อำนาจซื้ออันที่จริงก็ลดตัวไป คนถึงได้เงินเดือนเพิ่มแต่การเพิ่มเหล่านี้มักน้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง
ผู้ประกอบการเล็กหนาว: ต้นทุนขึ้น ยอดขายลง
ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบ แต่ลูกค้าซื้อได้น้อยลงเพราะจำนวนเงินในกระเป๋าลดตัว ผลก็คือกำไรขาด ไม่พอที่จะโครงการขยาย อาจต้องปลดคนลง
ระดับชาติ: อัตราการว่างงาน โทเศรษฐกิจหยุดเติบโต
หากเงินเฟ้อรุนแรงและยืดเยื้อจนเข้าสู่สภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูง + เศรษฐกิจติดลบ) เป็นการรวมของภัยทั้งสองโลก คนจ้างน้อย คนออมไม่ได้ ธุรกิจปิดตัว บัญชี GDP ขยายตัวชะลอลง อัตราการว่างงานพุ่ง
ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่สภาวะนั้น แต่ก็ต้องติดตามสภาพเศรษฐกิจโลกและสัญญาณปรึกษาหารือนั่นเอง
วิธีรับมือกับเงินเฟ้อ
1. วางแผนลงทุนให้ผลตอบแทนเกิน CPI
ฝากเงินที่ดอกเบี้ยปกติจะแพ้เงินเฟ้อ ลองหันไปลงทุนในหุ้น กองทุน หรือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 3-5% ต่อปี
2. หลีกเลี่ยงหนี้เสีย
อย่าพึ่งกู้เงินเพื่อซื้อของที่ไม่จำเป็น เพราะอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง เลือกใช้จ่ายอย่างคิดเหตุผล
3. ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีค่าคงตัว
ทองคำเป็นตัวอย่างคลาสสิก เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูง ทองคำก็สูงตามไปด้วย บางคนเลือกเทรด CFD ทองคำเพื่อเก็งกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง
4. ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ
ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายธนาคารกลาง ข้อมูล CPI ใหม่ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางตลาด ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
5. ระบุหุ้นกลุ่มได้เปรียบจากเงินเฟ้อ
6. เลือกตราสารหนี้เชิงปรับตัว
Floating Rate Bond หรือ Inflation Linked Bond เป็นตัวเลือกที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป
7. อสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นตัวเลือก
มูลค่าดินและค่าเช่าเคลื่อนไหวตามเงินเฟ้อ แต่ไม่ผันผวนตามตลาดหุ้น หากมีเงินเย็นเพียงพอถือว่าน่าสนใจในระยาว
สรุปภาวะเงินเฟ้อ
เงินเฟ้อหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่เงินในมือเรากำลังเสื่อมค่าลง ขณะที่ราคาสินค้าและบริการพุ่งเพิ่มขึ้น กำไรจึงเป็นเรื่องสัมพัทธ์ต่อกับการเลือกทรงตัวลงทุนของแต่ละบุคคล
ที่ดีใจคือผู้บริหารนโยบายกำลังนำดอกเบี้ยขึ้นเพื่อให้ปริมาณเงินหลวมลง ผลแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเริ่มลดตัวแล้ว ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตปานกลาง (IMF คาดว่า 3.1-3.2% ในปี 2567-2568)
นักลงทุนที่ฉลาดจะไม่มองเงินเฟ้อว่าเป็นศัตรู แต่เป็นโอกาสที่จะเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม และสร้างพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลระหว่างทำกำไรและป้องกันความเสี่ยง ติดตามข่าวสารอยู่เสมอ เพื่อให้พร้อมรับมือและไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญที่มาถึง